รายงานผลการทดสอบอุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-reader) ประจำปีของนิตยสาร Wired ระบุว่า Amazon Kindle Paperwhite (รุ่นที่ 12) ยังคงครองตำแหน่งอุปกรณ์อ่านอีบุ๊กที่ยอดเยี่ยมและคุ้มค่าที่สุดในตลาด โดยโดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 300 ppi พร้อมระบบปรับอุณหภูมิแสง (Warm Light) และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 12 สัปดาห์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ขณะที่ไลน์อัปหน้าจอสีใหม่อย่าง Kindle Colorsoft มอบประสบการณ์อ่านนิยายภาพและหนังสือเด็กได้สมบูรณ์ขึ้น
ในแง่ของสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ Kindle Paperwhite รุ่นล่าสุดมาพร้อมอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงที่สุดในตระกูล และตัวเครื่องที่บางลงกว่าเดิม ส่วนกลุ่มผู้ใช้งานระดับโปรอย่าง Kindle Scribe รุ่นที่ 2 ขนาดหน้าจอ 10.2 นิ้ว มาพร้อมปากกา Premium Pen ที่มีหัวยางลบสัมผัสนุ่ม รองรับฟีเจอร์ Active Canvas และการประมวลผลสรุปเนื้อหาด้วยระบบ AI บนเครื่อง ช่วยให้นักเรียนและคนทำงานจดบันทึกลงบนไฟล์เอกสารและหนังสือได้อย่างคล่องตัว
อย่างไรก็ตาม ตลาดต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างราคาใหม่ของ Amazon โดยตัวแทนบริษัทเปิดเผยต่อสำนักข่าว CNET ว่าต้นทุนชิ้นส่วนหน่วยความจำและสตอเรจที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ Kindle รุ่นเริ่มต้นปรับราคาขึ้นเป็น 150 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,200 บาท), Paperwhite ปรับขึ้นเป็น 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,000 บาท), Paperwhite Signature Edition ปรับเป็น 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,750 บาท) และ Kindle Colorsoft รุ่นจอสีเริ่มต้นที่ 290 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10,150 บาท) ขณะที่รุ่น Scribe ยังคงตรึงราคาเดิมไว้
Wired ให้คำแนะนำแก่ผู้บริโภคว่า หากต้องการความคุ้มค่าสูงสุดควรรอช่วงเทศกาลลดราคาอย่าง Prime Day หรือ Black Friday เพื่อซื้ออุปกรณ์ในราคาฐานเดิม ทั้งนี้ ผู้ใช้งานอุปกรณ์รุ่นเก่าที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2012 หรือก่อนหน้า จำเป็นต้องวางแผนอัปเกรด เนื่องจาก Amazon ได้ยุติการสนับสนุนการลงทะเบียนบัญชีและการซื้อหนังสือผ่าน Kindle Store บนตัวเครื่องโดยตรงแล้วอย่างเป็นทางการ
