คณะกรรมการสาธารณูปโภคแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (CPUC) เตรียมลงมติรับรองแผนการรับเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาบรอดแบนด์ (BEAD) มูลค่า 1.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากรัฐบาลกลางภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญที่บีบให้รัฐแคลิฟอร์เนียต้องยอมงดเว้นการบังคับใช้กฎหมายความเป็นกลางทางอินเทอร์เน็ต (Net Neutrality) และการควบคุมราคาค่าบริการกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่ได้รับทุนสนับสนุน รวมถึงบริษัทในเครือทั่วทั้งรัฐเป็นระยะเวลานานสูงสุดถึง 14 ปี
เงื่อนไขดังกล่าวกำหนดโดยสถาบันโทรคมนาคมและสารสนเทศแห่งชาติสหรัฐฯ (NTIA) ซึ่งระบุว่ารัฐที่เข้าร่วมโครงการ BEAD จะต้องไม่บังคับใช้กฎหมายควบคุมราคาหรือกฎ Net Neutrality กับ ISP ทั้งในและนอกพื้นที่ที่ได้รับงบประมาณ โดยข้อจำกัดนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกฎหมาย Net Neutrality ของแคลิฟอร์เนียที่เคยชนะคดีในชั้นศาลมาอย่างยาวนาน ซึ่งห้ามไม่ให้ ISP บล็อกหรือลดความเร็วสัญญาณ (Throttling) รวมถึงห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากเว็บไซต์เพื่อแลกกับการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล
กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิผู้บริโภคกว่า 30 องค์กรได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ว่าการรัฐ เกวิน นิวซัม เพื่อคัดค้านการยอมรับเงื่อนไขนี้ โดยระบุว่าจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายให้รัฐบาลกลางใช้เงินทุนเป็นเครื่องมือแทรกแซงอำนาจปกครองตนเองของรัฐ นอกจากนี้ บาร์บารา แวน เชอวิก ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชี้ว่าข้อตกลงนี้จะทำให้ ISP ยักษ์ใหญ่อย่าง Comcast, AT&T และ Verizon หลุดพ้นจากการควบคุม และอาจทำให้กฎหมายปี 2019 ที่ห้ามลดความเร็วเน็ตของหน่วยกู้ภัยในสถานการณ์ฉุกเฉินต้องสิ้นสุดลงด้วย
พอล กูดแมน ที่ปรึกษากฎหมายจาก Center for Accessible Technology ระบุว่าหากแคลิฟอร์เนียลงมติยอมรับเงื่อนไขเพื่อรับเงินทุนดังกล่าว การยื่นฟ้องร้องในภายหลังจะทำได้ยากขึ้นอย่างมากเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายของศาลอุทธรณ์ภาคดีซี (DC Circuit) ขณะที่รัฐนิวยอร์กซึ่งเผชิญสถานการณ์เดียวกันก็เพิ่งตกลงรับเงินทุน BEAD จำนวน 664.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย Affordable Broadband Act ที่กำหนดให้ ISP ต้องให้บริการเน็ตราคาประหยัดแก่ผู้มีรายได้น้อยได้อีกต่อไป
