Google Cloud ผนึก Accenture ส่งวิศวกรลุยองค์กร เร่งดัน Gemini สู้ศึก AI

Google Cloud จับมือ Accenture ก่อตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ พร้อมฝึกอบรมวิศวกร 1,000 นายลงพื้นที่พัฒนาแอปพลิเคชัน AI ให้ลูกค้าองค์กร เร่งไล่ตามคู่แข่งในศึกการปรับใช้ AI
Google Cloud ผนึก Accenture ส่งวิศวกรลุยองค์กร เร่งดัน Gemini สู้ศึก AI
ภาพประกอบ: Google DeepMind บน Pexels

Google Cloud ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับบริษัทที่ปรึกษา Accenture ในการตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ Accenture Gemini Enterprise Business Group เพื่อจัดส่งวิศวกรภาคสนาม (Forward-Deployed Engineers หรือ FDEs) เข้าไปทำงานร่วมกับฝั่งผู้ประกอบการโดยตรง ความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการนำแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise ไปใช้งานจริง และแก้ปัญหาคอขวดด้านเทคโนโลยีที่หลายองค์กรกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า Google จะฝึกอบรมวิศวกรของ Accenture จำนวนสูงสุด 1,000 นาย ให้มีความเชี่ยวชาญในการสร้างแอปพลิเคชัน AI ตามโจทย์เฉพาะของแต่ละธุรกิจ ข้อมูลสถิติจาก Ramp ณ เดือนสิงหาคมระบุว่า Google มีส่วนแบ่งในงบประมาณการใช้จ่ายด้าน AI สำหรับองค์กรในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 6% ซึ่งยังตามหลัง Anthropic ที่ครองสัดส่วน 43.5% และ OpenAI ที่ 39.7% ส่งผลให้ Google Cloud ต้องเร่งปรับกลยุทธ์เชิงรุกผ่านรูปแบบ FDE เพื่อขยายฐานผู้ใช้งานในกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่

โมเดลส่งวิศวกรเจาะฝั่งผู้ซื้อกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี หลังจากผู้ให้บริการคลาวด์และพัฒนา AI ทั้ง Microsoft, Amazon, OpenAI และ Anthropic ต่างเปิดตัวหน่วยงานลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ แม้ Google Cloud จะทำรายได้ในไตรมาสสองสูงถึง 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.43 แสนล้านบาท) แต่ Alphabet บริษัทแม่ยังมีภาระผูกพันตามสัญญาและภาระจัดซื้อโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง 8.11 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27.5 ล้านล้านบาท) ทำให้การสร้างรายได้จริงจากการใช้งาน AI ของภาคธุรกิจกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่สุด

การผนึกกำลังกับ Accenture ในครั้งนี้ต่อยอดมาจากแผนลงทุนระบบนิเวศพาร์ตเนอร์มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.55 หมื่นล้านบาท) ของ Google Cloud ที่เคยจัดส่งวิศวกรไปประจำร่วมกับ Capgemini, Cognizant และ Deloitte รวมถึงความร่วมมือกับ CVC Capital Partners ก่อนหน้านี้ สะท้อนว่าความท้าทายหลักของวงการ AI ยุคถัดไปไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ แต่คือความสามารถในการปรับใช้ระบบอัตโนมัติ (Agentic AI) ให้เกิดผลตอบแทนทางการเงินที่จับต้องได้จริง

ที่มา:techcrunch.com
คัดลอกลิงก์บทความเรียบร้อยแล้ว