PNOĒ เปิดตัวหน้ากากตรวจวัดเมตาบอลิซึมรุ่นใหม่ ตรวจ VO2 Max ได้เองใน 8 นาที

PNOĒ เปิดตัวหน้ากากรุ่น 2.0 ตรวจวัดเมตาบอลิซึมและ VO2 Max ได้เองใน 8 นาที ช่วยให้ฟิตเนสให้บริการลูกค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญคุม
PNOĒ เปิดตัวหน้ากากตรวจวัดเมตาบอลิซึมรุ่นใหม่ ตรวจ VO2 Max ได้เองใน 8 นาที
ภาพประกอบ: Pavel Danilyuk บน Pexels

PNOĒ สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสุขภาพจากรัฐแมสซาชูเซตส์ เตรียมเปิดตัวหน้ากากตรวจวัดเมตาบอลิซึมรุ่นใหม่ "PNOĒ 2.0" ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยชูจุดเด่นด้านการใช้งานที่ง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้ทั่วไปในสถานออกกำลังกายสามารถตรวจวัดค่าความฟิตของร่างกายหรือ VO2 Max และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพอื่น ๆ ได้ด้วยตนเองภายในเวลาเพียง 8 นาที โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยควบคุมดูแลเหมือนรุ่นก่อนหน้า

อุปกรณ์ดังกล่าวทำงานด้วยการวิเคราะห์ก๊าซจากการหายใจเพื่อวัดปริมาณออกซิเจนที่ร่างกายนำไปใช้และคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา ซึ่งสามารถประมวลผลตัวบ่งชี้ทางชีวภาพได้ถึง 23 รายการ รวมถึงอัตราการเผาผลาญขณะพัก (Resting Metabolic Rate) และความยืดหยุ่นของระบบเผาผลาญ (Metabolic Flexibility) ในด้านการออกแบบ PNOĒ 2.0 ได้รับการพัฒนาร่วมกับ Design Group Italia ให้มีขนาดกะทัดรัดขึ้น และแยกส่วนอิเล็กทรอนิกส์ออกจากหน้ากากซิลิโคนและสายรัด เพื่อให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถใช้หน้ากากส่วนตัวร่วมกับตัวเครื่องหลักได้อย่างถูกสุขอนามัย

อะพอนโตลอส อัตซาลาคิส (Apostolos Atsalakis) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PNOĒ ระบุว่า อุปกรณ์นี้จัดอยู่ในกลุ่มอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ (Wellness Device) เช่นเดียวกับเครื่องชั่งน้ำหนัก โดยยังไม่ได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) จึงไม่มีการให้คำแนะนำทางการแพทย์ ปัจจุบันบริษัทให้บริการในรูปแบบ B2B แก่ธุรกิจต่าง ๆ เช่น Equinox, Red Bull และสปาเครือ Restore Hyper Wellness โดยคิดค่าบริการรายเดือนตั้งแต่ 400 ถึงมากกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการฝึกอบรม

ปัจจุบัน PNOĒ มีพนักงาน 110 คน และสามารถทำกำไรได้แล้วด้วยอัตราการเติบโตกว่า 100% ต่อปี โดยตลาดหลักกว่า 85% อยู่ในสหรัฐอเมริกา และกำลังขยายตัวเข้าสู่ยุโรป ละตินอเมริกา และเอเชีย ทั้งนี้ บริษัทระดมทุนไปแล้วราว 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงรอบล่าสุด 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนที่จะระดมทุนระดับ Series B ภายใน 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้าเพื่อขยายฐานการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

แหล่งที่มาข้อมูล / ข่าวต้นทาง:techcrunch.com
เขียนโดยTong• Editor
ดูบทความทั้งหมด
คัดลอกลิงก์บทความเรียบร้อยแล้ว