Tesla จัดงานนำเสนอรถบรรทุกไฟฟ้า Tesla Semi ณ โรงงานแห่งใหม่ติดกับ Gigafactory Nevada เพื่อยืนยันการเข้าสู่สายการผลิตเชิงพาณิชย์ในระดับอุตสาหกรรม (Volume Production) อย่างเป็นทางการ พร้อมเริ่มส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าระดับองค์กรในสัปดาห์นี้ โดยโรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตสูงสุด 50,000 คันต่อปี หรือประมาณ 1,000 คันต่อสัปดาห์ ท่ามกลางลูกค้ารายใหญ่ที่เริ่มรับมอบรถและสั่งจอง เช่น PepsiCo, DHL, US Foods, Einride ซึ่งสั่งซื้อ 500 คัน, IMC Logistics จำนวน 50 คัน และกลุ่มพันธมิตรผู้ขนส่งสินค้าในแคลิฟอร์เนียอีก 2,500 คัน
ในมิติด้านวิศวกรรม Dan Priestley ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม Tesla Semi ระบุว่า รุ่น Long Range รองรับระยะทางวิ่ง 500 ไมล์ (ประมาณ 800 กิโลเมตร) ภายใต้พิกัดน้ำหนักบรรทุกรวมสูงสุดตามกฎหมายที่ 82,000 ปอนด์ และมีรุ่น Standard Range วิ่งได้ 325 ไมล์ ขณะที่ Lars Moravy รองประธานฝ่ายวิศวกรรม เสริมว่าหากบรรทุกน้ำหนักเบาลงที่ 60,000 ปอนด์ ระยะทางอาจเพิ่มขึ้นถึง 600 ไมล์ โดยตัวรถเปลี่ยนมาใช้เซลล์แบตเตอรี่ 4680 ของ Tesla เอง ขนาดแบตเตอรี่ประมาณ 822 kWh บริโภคพลังงานเฉลี่ย 1,700 Wh ต่อไมล์ พร้อมปรับปรุงเพลาขับใหม่ให้น้ำหนักเบาลง 80 กิโลกรัม ใช้ระบบระบายความร้อนแบบ Indirect Thermal ร่วมกับ Cybercab และเปลี่ยนระบบบังคับเลี้ยวเป็นพวงมาลัยไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในพื้นที่แคบ
ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการชาร์จ Tesla ได้ติดตั้งสถานีชาร์จ Megacharger กำลังส่งสูงสุด 1.2 เมกะวัตต์ต่อหัวจ่าย ซึ่งสามารถอัดประจุแบตเตอรี่จาก 3% ถึง 60% ได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที โดยบริษัทตั้งเป้าติดตั้งสถานีชาร์จ Semi ให้ได้มากกว่า 30 แห่ง รวมหัวจ่ายระดับเมกะวัตต์เกิน 200 จุดภายในสิ้นปีนี้ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการติดตั้งระบบชาร์จข้ามคืนที่ศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้าแต่ละรายเพื่อความต่อเนื่องในการเดินรถขนส่งทางไกล
Tesla เคลมว่าการเปลี่ยนผ่านสู่รถบรรทุกไฟฟ้าช่วยประหยัดต้นทุนดำเนินงานเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ดีเซล โดยมีอัตราความพร้อมใช้งาน (Uptime) สูงกว่า 98% เทียบกับค่าเฉลี่ย 90-95% ของรถบรรทุกดีเซล Class 8 ในตลาด ทั้งนี้ แม้ Tesla ยังไม่ได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงานล่าสุด แต่รายงานจาก Electrek ก่อนหน้านี้ระบุว่าบริษัทได้เสนอราคาให้แก่ลูกค้าสำหรับรุ่น 500 ไมล์อยู่ที่ 290,000 ดอลลาร์สหรัฐ
