สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ประกาศแผนยกเลิกเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าที่เหลืออยู่ทั้งหมด ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการฟื้นตัวของภาคการผลิตในประเทศ
ข้อเสนอของ EPA ในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการสนับสนุนพลังงานฟอสซิลและอำนวยความสะดวกให้กับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานมหาศาล โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลของทรัมป์ได้ยกเลิกข้อกำหนด "การประเมินอันตราย" (Endangerment Finding) สำหรับยานพาหนะ ซึ่งเคยเป็นเกณฑ์ที่ยอมรับว่าก๊าซเรือนกระจกคุกคามสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชน และเป็นฐานทางกฎหมายให้ EPA สามารถควบคุมมลพิษภายใต้กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) ได้ ก่อนที่จะขยายผลการยกเลิกมาสู่ภาคโรงไฟฟ้าในครั้งนี้
กลุ่มผู้สนับสนุนสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคได้ออกมาคัดค้านนโยบายดังกล่าว โดยโดมินิก บราวนิง ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Moms Clean Air Force ระบุในแถลงการณ์ว่า การเพิกเฉยต่อการควบคุมมลพิษทางภูมิอากาศจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน เช่น โรคหอบหืดและโรคลมแดดในเด็ก รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลจาก EPA ระบุว่า ภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 (ร้อยละ 25) ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรองเพียงภาคการคมนาคมขนส่งเท่านั้น
