กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) ประกาศปลดประจำการระบบดาวเทียมในโครงการสนับสนุนการป้องกันประเทศ หรือ DSP (Defense Support Program) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นระบบดาวเทียมเตือนภัยล่วงหน้าจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ปฏิบัติการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคสงครามเย็น โดยดาวเทียมสองดวงสุดท้ายในระบบได้เสร็จสิ้นการปรับวงโคจรขึ้นสู่สุสานอวกาศ (Graveyard Orbit) เหนือวงโคจรค้างฟ้าเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปิดฉากภารกิจเฝ้าระวังภัยคุกคามที่ดำเนินมานานกว่า 55 ปี
โครงการ DSP เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 1970 ด้วยการส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่อวกาศโดยจรวด Titan IIIC จากฐานทัพอากาศแหลมคานาเวอรัล ตัวดาวเทียมรุ่นแรกมีน้ำหนักประมาณ 1 ตัน ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับรังสีอินฟราเรดจำนวน 2,000 ตัว เพื่อตรวจจับความร้อนจากไอพ่นของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ของสหภาพโซเวียต ก่อนที่เทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนดาวเทียมรุ่นหลังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 ตัน และมีตัวตรวจจับอินฟราเรดมากกว่า 6,000 ตัว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจจับขีปนาวุธสกัด (Scud) ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียด้วย
พันเอก แบรนดอน ดาเวนพอร์ต (Col. Brandon Davenport) ผู้บัญชาการหน่วย Mission Delta 4 ระบุว่า โครงการ DSP คือรากฐานสำคัญในการป้องกันประเทศและรักษาความมั่นคงในช่วงสงครามเย็น ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้เตรียมระบบทดแทนไว้แล้ว โดยเริ่มใช้งานระบบดาวเทียมอินฟราเรดบนอวกาศ (SBIRS) ที่มีเซนเซอร์ประสิทธิภาพสูงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2011 และกำลังพัฒนาโครงการดาวเทียมเตือนภัยยุคถัดไป (Next-Gen OPIR) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Vulcan ภายในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า
