กระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังเผชิญแรงต้านอย่างหนักจากภาคประชาชนในหลายเมืองทั่วสหรัฐอเมริกา โดยล่าสุดกลุ่มนักขับเคลื่อนในเมืองฟิลาเดลเฟียรวมตัวกันหน้าศาลากลางเพื่อเรียกร้องให้ระงับการสร้าง AI ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในย่าน Grays Ferry ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยาวนานจากโรงกลั่นน้ำมันเดิม เนื่องจากชาวเมืองกังวลว่าโครงการใหม่จะสร้างมลพิษทางอากาศ เพิ่มระดับเสียงรบกวน และใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำของชุมชนโดยไม่สร้างตำแหน่งงานในพื้นที่อย่างที่บริษัทเทคโนโลยีกล่าวอ้าง
ผลการวิเคราะห์จาก BloombergNEF ระบุว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้ภายในปี 2035 ดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ อาจบริโภคก๊าซธรรมชาติมากกว่าปริมาณการใช้ของประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่นรวมกัน ซึ่งความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้คาดว่าจะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึงวันละ 1 ล้านเมตริกตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของสหรัฐฯ นอกจากนี้ Annie Fox ทนายความจาก Clean Air Council ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐเพนซิลเวเนียยังมีการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลสำรองหลายร้อยเครื่อง ซึ่งปล่อยมลพิษทางอากาศโดยตรงเมื่อต้องเดินเครื่องในช่วงคลื่นความร้อนที่ระบบไฟฟ้าหลักแปรปรวน
ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและภาระพลังงานส่งผลให้เกิดกระแสชะลอการก่อสร้าง (Moratorium) ขยายวงกว้างทั่วประเทศ โดย Kathy Hochul ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อระงับการอนุมัติใบอนุญาตสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เป็นการชั่วคราว ขณะที่สภาเมืองเดนเวอร์ อินเดียนานาโพลิส แอชวิลล์ ชาร์ลอตต์ และรีโน ต่างอนุมัติมาตรการชะลอการพัฒนาโครงการในลักษณะเดียวกัน เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน และอัตราค่าไฟฟ้าของประชาชนอย่างรอบคอบก่อนอนุญาตให้ดำเนินการต่อ
