แมทธิว พรินซ์ (Matthew Prince) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Cloudflare เปิดเผยผ่านรายการพอดแคสต์ Decoder ของสื่อเทคโนโลยี The Verge ว่า ปริมาณทราฟฟิกอัตโนมัติหรือบอต (Bot) บนอินเทอร์เน็ตได้แซงหน้าทราฟฟิกของมนุษย์ไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 และคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ทราฟฟิกบอตจะเติบโตจนสูงกว่าทราฟฟิกมนุษย์ถึง 1,000 เท่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังทำลายโมเดลธุรกิจโฆษณาออนไลน์แบบเดิมที่ขับเคลื่อนโดย Google มาตลอด 28 ปี เนื่องจากบอตไม่มีพฤติกรรมการคลิกโฆษณาเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ผู้สร้างเนื้อหาเหมือนมนุษย์อีกต่อไป
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ Cloudflare กำลังร่วมมือกับแพลตฟอร์มการชำระเงินอย่าง Stripe และ Coinbase เพื่อปัดฝุ่นโปรโตคอล 402 (Payment Required) ซึ่งเป็นมาตรฐานการชำระเงินดั้งเดิมของเว็บเบราว์เซอร์ Netscape มาใช้ในการจัดเก็บค่าบริการระดับเศษเสี้ยวสตางค์ (Micropayments) จากบริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทุกครั้งที่บอตเข้ามาดึงข้อมูล นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2026 Cloudflare ได้เริ่มตั้งค่าเริ่มต้นบล็อกบอตเทรน AI ของ Google สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการฟรี และระบุว่าจะบล็อกการเข้าถึงทั้งหมดหาก Google ไม่ยอมแยกแยะระหว่างบอตที่ใช้จัดทำดัชนีค้นหา (Search Crawler) กับบอตที่ใช้เทรนโมเดล AI ออกจากกันอย่างชัดเจน
นอกเหนือจากผลกระทบต่อโครงสร้างเว็บภายนอกแล้ว พรินซ์ยังเปิดเผยถึงการปรับโครงสร้างภายในองค์กรครั้งใหญ่ โดย Cloudflare ได้เลิกจ้างพนักงานไปกว่า 1,100 คน หรือคิดเป็น 20% ของบริษัทเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ AI ทำงานแทนในกลุ่มงานประเมินผลและตรวจสอบ (Measurers) เช่น ทีมงานนักลงทุนสัมพันธ์ที่เคยใช้พนักงาน 20 คนทำงานเอกสารนาน 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันใช้ AI ประมวลผลเสร็จสิ้นในเวลาเพียง 3 นาที รวมถึงการใช้เครื่องมือ AI ช่วยให้ผู้จัดการหนึ่งคนสามารถดูแลพนักงานเพิ่มขึ้นจาก 6 คนเป็น 12 คน ส่งผลให้โครงสร้างองค์กรแบนราบและคล่องตัวยิ่งขึ้น
