Discord เปิดระบบยืนยันอายุผู้ใช้งาน ใช้ ML ตรวจจับแทนการสแกนบัตร

Discord เริ่มเปิดใช้งานระบบยืนยันอายุผู้ใช้ทั่วโลก โดยใช้โมเดลแมชชีนเลิร์นนิงวิเคราะห์พฤติกรรมแทนการสแกนบัตรประชาชน เพื่อลดความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว
Discord เปิดระบบยืนยันอายุผู้ใช้งาน ใช้ ML ตรวจจับแทนการสแกนบัตร
ภาพประกอบ: Sanket Mishra บน Pexels

Discord แพลตฟอร์มการสื่อสารยอดนิยม ประกาศเริ่มเปิดใช้งานมาตรการยืนยันอายุผู้ใช้ทั่วโลกอย่างเป็นทางการในวันพุธนี้ หลังจากที่เคยเลื่อนแผนการดังกล่าวออกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากผู้ใช้งานแสดงความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวจากการสแกนข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) และการตรวจสอบบัตรประชาชน ซึ่งความกังวลนี้มีมูลความจริงหลังจากที่ผู้ให้บริการภายนอก (Third-party vendor) ของ Discord เคยถูกเจาะระบบจนทำข้อมูลผู้ใช้กว่า 70,000 รายรั่วไหล รวมถึงภาพถ่ายบัตรประชาชนและภาพเซลฟีที่ใช้ยืนยันตัวตน

สตานิสลาฟ วิชเนฟสกี (Stanislav Vishnevskiy) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Discord แถลงผ่านบล็อกโพสต์ว่า ผู้ใช้มากกว่า 90% จะไม่ต้องยืนยันอายุด้วยตนเอง โดยแพลตฟอร์มจะใช้โมเดลแมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) วิเคราะห์ข้อมูลบัญชีที่มีอยู่ เช่น อายุการใช้งานของบัญชี ข้อมูลอุปกรณ์ และรูปแบบการใช้งาน เพื่อจำแนกกลุ่มผู้ใช้เป็นผู้ใหญ่ วัยรุ่น หรือกลุ่มที่ยังไม่ยืนยันอายุ โดยบริษัทระบุชัดเจนว่าจะไม่มีการประเมินอายุจากเนื้อหาในข้อความหรือข้อมูลโปรไฟล์ส่วนตัวแต่อย่างใด หากระบบไม่มั่นใจ ผู้ใช้สามารถเลือกยืนยันอายุผ่านบัตรเครดิต หรือข้อมูลอายุจาก Apple App Store และ Google Play Store แทนได้โดยไม่ต้องสแกนใบหน้าหรือบัตรประชาชน

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ส่งผลให้บัญชีผู้ใช้ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นวัยรุ่น จะถูกจำกัดการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์หรือช่องแชตที่จำกัดอายุโดยอัตโนมัติ รวมถึงข้อความจากบุคคลที่ไม่ได้เป็นเพื่อนจะถูกแยกไปยังกล่องข้อความต่างหาก และจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อตอบรับคำขอเป็นเพื่อนจากผู้ที่ไม่มีเพื่อนร่วมกัน ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกฎหมายควบคุมอายุผู้ใช้งานออนไลน์ที่เข้มงวดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น รัฐเท็กซัส และประเทศบราซิล แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์จะยังคงเตือนว่าการตรวจสอบอายุในลักษณะนี้อาจสร้างความเสี่ยงใหม่ด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลก็ตาม

แหล่งที่มาข้อมูล / ข่าวต้นทาง:techcrunch.com
เขียนโดยTong• Editor
ดูบทความทั้งหมด
คัดลอกลิงก์บทความเรียบร้อยแล้ว