Insta360 แบรนด์ผู้ผลิตกล้องสัญชาติจีนประกาศแผนการขยายธุรกิจครั้งสำคัญ โดยซุ่มพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะและกล้อง Mirrorless ของตัวเองเพื่อก้าวขึ้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพชั้นนำระดับโลก ท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Canon, Sony, Nikon และ Fujifilm หลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จอย่างสูงในการครองส่วนแบ่งตลาดกล้อง 360 องศาทั่วโลกถึง 73% ตามข้อมูลรายงานของบริษัทวิจัยตลาด IDC พร้อมทั้งเพิ่งฉลองยอดจัดส่งกล้องสะสมครบ 10 ล้านตัว และเปิดตัวแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในสหรัฐฯ ณ ย่านไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก
แม็กซ์ ริกเตอร์ (Max Richter) ผู้ร่วมก่อตั้ง Insta360 เปิดเผยกับเดอะเวิร์จ (The Verge) ว่า แผนการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะของบริษัทจะไม่ได้เน้นการแข่งขันด้านฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ซับซ้อนเหมือนกับแว่นตาอัจฉริยะของ Meta แต่จะมุ่งเน้นไปที่การช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถบันทึกภาพและวิดีโอคุณภาพสูงได้อย่างสะดวกสบาย ขณะเดียวกัน เจเค หลิว (JK Liu) ผู้ก่อตั้งบริษัทซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีหลังนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปีที่ผ่านมา ได้ยืนยันว่ากล้อง Mirrorless จำนวน 2 รุ่นกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา โดยหนึ่งในนั้นจะมีรูปทรงที่แปลกใหม่และไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มครีเอเตอร์ยุคใหม่โดยเฉพาะ
การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของ Insta360 ในการท้าชนกับ DJI คู่แข่งร่วมชาติที่ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดกล้องอัจฉริยะแบบพกพาสูงถึง 73% ขณะที่ Insta360 ตามมาเป็นอันดับสองที่ 20% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก IDC ในไตรมาสที่สองของปี 2026 ระบุว่า Insta360 เริ่มทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยครองส่วนแบ่งตลาดกล้องแอ็กชันแบบถอดแยกชิ้นส่วนได้ถึง 43% และกล้องรุ่นใหม่อย่าง Luna Ultra ก็สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดกล้องกิมบอลมาได้แล้ว 6% สวนทางกับอดีตยักษ์ใหญ่อย่าง GoPro ที่ร่วงไปอยู่อันดับสามด้วยส่วนแบ่งตลาดเพียง 3% เท่านั้น หลังจากยอดจัดส่งลดลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 200,000 ตัวในไตรมาสเดียวกัน
แม้ว่า Insta360 จะเติบโตอย่างรวดเร็วและทุ่มงบประมาณกว่า 298 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2 พันล้านหยวน) ในการจัดซื้อชิปหน่วยความจำเพื่อรองรับการผลิต แต่ความท้าทายสำคัญในอนาคตคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการถูกแบนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่แบรนด์โดรนในเครืออย่าง Antigravity กำลังเผชิญ ซึ่งริกเตอร์ระบุว่าบริษัทพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญในระยะยาว แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีแผนการย้ายฐานการผลิตไปยังสหรัฐฯ ก็ตาม
