Lyft แพลตฟอร์มเรียกรถโดยสารรายใหญ่ บรรลุหมุดหมายสำคัญในการให้บริการรถยนต์ไร้คนขับเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ หลังประกาศร่วมมือกับ Waymo เพื่อเปิดให้ผู้ใช้บริการในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี สามารถเรียกใช้บริการโรโบแท็กซี่ (Robotaxi) ที่ไม่มีคนขับควบคุมหลังพวงมาลัยได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชัน Lyft โดยมี Flexdrive ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Lyft ทำหน้าที่บริหารจัดการกองยานพาหนะ ดูแลความพร้อมของตัวรถ และควบคุมการดำเนินงานในสถานีซ่อมบำรุง
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Lyft หลังจากที่เคยยุติการพัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติของตนเองภายใต้แผนก Level 5 และขายกิจการดังกล่าวให้แก่ Woven Planet Holdings ในเครือ Toyota ไปด้วยมูลค่า 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2021 เพื่อหันมาโฟกัสที่ธุรกิจหลัก การกลับเข้าสู่ตลาดโรโบแท็กซี่อีกครั้งผ่านโมเดลพันธมิตรช่วยให้ Lyft สามารถให้บริการรถยนต์ไร้คนขับได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการวิจัยและพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่สูงลิ่ว โดยระบบจะจับคู่ผู้โดยสารกับรถยนต์ของ Waymo ตามความพร้อมในการให้บริการในแต่ละพื้นที่
เจเรมี เบิร์ด รองประธานบริหารฝ่ายการเติบโตของ Lyft เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายเครือข่ายแบบผสมผสาน (Hybrid Network) ที่มีทั้งรถยนต์ไร้คนขับและคนขับที่เป็นมนุษย์ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยกำลังจับตาตลาดลอนดอนร่วมกับ Baidu รวมถึงการขยายตัวในภูมิภาคอื่นที่มีกฎหมายรองรับเทคโนโลยีนี้ ขณะเดียวกัน ตลาดโรโบแท็กซี่ทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น การทดสอบรถยนต์ไร้คนขับของ Pony.ai ในโครเอเชียและกาตาร์ รวมถึงการที่สเปนเริ่มอนุมัติใบอนุญาตเดินรถระดับ 4 (Level 4) ให้แก่ WeRide และ Uber แล้ว
