มอรา ฮีลีย์ (Maura Healey) ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ ลงนามในคำสั่งบริหารฉบับใหม่ บังคับให้ผู้พัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกินกว่า 25 เมกะวัตต์ (MW) ต้องจัดหาพลังงานสะอาดมาใช้เองทั้งหมด หรือจ่ายเงินเข้ากองทุนคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้าของรัฐ มาตรการนี้ทำให้แมสซาชูเซตส์กลายเป็นรัฐล่าสุดในสหรัฐฯ ที่ยกระดับการควบคุมการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเข้มงวด ท่ามกลางความกังวลด้านการใช้พลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากกระแสความนิยมในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
ภายใต้คำสั่งบริหารดังกล่าว ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่จะต้องรับประกันว่าพลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้สอดคล้องกับข้อกำหนดพลังงานสะอาดของรัฐ โดยผู้ว่าการรัฐสนับสนุนให้มีการผลิตพลังงานสะอาด เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานน้ำ ภายในพื้นที่ตั้งโครงการโดยตรง หากไม่สามารถดำเนินการได้ ผู้พัฒนาจะต้องสนับสนุนงบประมาณในการสร้างแหล่งผลิตพลังงานสะอาดในพื้นที่ใกล้เคียง หรือจ่ายเงินชดเชยเข้ากองทุนคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้าแทน นอกจากนี้ ทางรัฐยังสั่งระงับการยื่นขอสิทธิยกเว้นภาษีการขายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานกำกับดูแลเตรียมความพร้อมในการบังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่นี้
ความเคลื่อนไหวของรัฐแมสซาชูเซตส์เกิดขึ้นตามหลังรัฐเท็กซัสที่เพิ่งประกาศให้ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยคณะกรรมการสาธารณูปโภคและผู้ควบคุมระบบโครงข่ายไฟฟ้า (ERCOT) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และรัฐนิวยอร์กที่สั่งระงับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 50 เมกะวัตต์ขึ้นไปเมื่อเดือนกรกฎาคม สะท้อนถึงกระแสการต่อต้านจากภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่หลายรัฐเคยแข่งขันกันเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
การคุมเข้มด้านพลังงานนี้เริ่มส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยกลุ่มซูเปอร์แพก (Super PAC) ฝ่ายสนับสนุนเอไออย่าง "Leading the Future" ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากนักลงทุนชื่อดังอย่าง มาร์ก แอนดรีสเซน (Marc Andreessen), เบน โฮโรวิตซ์ (Ben Horowitz) และเกร็ก บร็อกแมน (Greg Brockman) ได้เริ่มซื้อโฆษณาเพื่อโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในรัฐสมรภูมิ (Battleground States) ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เพื่อคัดค้านมาตรการจำกัดการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของประเทศ
