NASA เดินหน้าโครงการ Artemis III เพื่อเตรียมส่งมนุษย์กลับสู่พื้นผิวดวงจันทร์ โดยทีมช่างเทคนิค ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องยนต์ RS-25 ทั้ง 4 เครื่องเข้ากับแกนหลัก (Core Stage) ของจรวด Space Launch System (SLS) เป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกัน NASA ยังเตรียมปฏิรูปแนวทางการจัดซื้อเที่ยวบินอวกาศด้วยการตั้งสำนักงานใหม่เพื่อกว้านซื้อจรวดแบบยกล็อต (Bulk Buys) จากภาคเอกชน
โครงสร้างการจัดซื้อใหม่ภายใต้ชื่อสำนักงาน Commercial Access to Space มีเป้าหมายรวบรวมความต้องการขนส่งดาวเทียมและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ของ NASA เข้าด้วยกัน โดยเปิดทางให้สามารถสั่งซื้อจรวดคราวละ 5 ถึง 20 ลำ เช่นเดียวกับโมเดลการจัดซื้อของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยสร้างหลักประกันสัญญาในระยะยาวให้แก่ผู้ให้บริการจรวด และช่วยให้รัฐบาลสามารถเจรจาราคาต่อเที่ยวบินได้ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของสถานการณ์อวกาศโลก ภาคเอกชนของจีนประสบความสำเร็จในการส่งจรวด Pallas-1 ซึ่งเป็นจรวดขนาดกลางความจุสัมภาระ 7,000 กิโลกรัมขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จ แม้ยังรอการยืนยันสถานะจากหน่วยงานเฝ้าระวังอวกาศ อย่างไรก็ตาม ท่อนบนของจรวด Long March 6C ของจีนกลับเกิดการแตกกระจายในวงโคจรต่ำจนกลายเป็นขยะอวกาศหลายร้อยชิ้น ส่วนด้าน SpaceX สามารถส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman มูลค่า 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon Heavy ได้อย่างเรียบร้อย
สำหรับความเคลื่อนไหวของ Blue Origin ล่าสุดได้เริ่มตอกเสาเข็มสร้างอาคารประกอบดาวเทียม (Payload Processing Facility) ขนาด 120,000 ตารางฟุต ณ แหลมคาแนเวอรัล ตามสัญญามูลค่า 78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 พันล้านบาท) เพื่อรองรับดาวเทียมด้านความมั่นคงแห่งชาติ แม้ว่าบริษัทจะยังคงเผชิญความท้าทายในการเร่งปรับปรุงฐานปล่อยและส่งจรวดขนาดหนัก New Glenn กลับมาทดสอบบินให้ทันภายในสิ้นปีนี้ก็ตาม
