รายงานจากสำนักข่าว Wired ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) ในสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญแรงต้านจากภาคประชาชนอย่างหนัก โดยผลสำรวจล่าสุดจาก Heatmap News เผยว่าชาวอเมริกันมากถึง 75% คัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนของตน เพิ่มขึ้นจากระดับ 42% ในปีก่อนหน้า ส่งผลให้นักการเมืองท้องถิ่นเริ่มปรับท่าทีตามเสียงของประชาชน ขณะที่ผู้นำภาคเทคโนโลยีและนักการเมืองระดับประเทศบางกลุ่ม พยายามสร้างกระแสชี้นำว่ารัฐบาลจีนอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นข้อมูลเพื่อขัดขวางการเติบโตทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
ประเด็นดังกล่าวปะทุขึ้นหลังจากแพลตฟอร์ม X ประกาศว่าได้ตรวจพบและระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับประเทศจีนจำนวน 200 บัญชี ซึ่งมีพฤติกรรมเผยแพร่ข้อความต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ สอดคล้องกับรายงานของ OpenAI ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าพบบัญชีเครือข่ายจากจีนทดสอบการเผยแพร่เนื้อหาโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างไรก็ตาม ไทเลอร์ วิลเลียมส์ รองประธานฝ่ายข่าวกรองของ Graphika บริษัทวิเคราะห์สื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ถึงการแทรกแซงอย่างมีนัยสำคัญจากต่างชาติ โดยบัญชี 200 บัญชีดังกล่าวเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยในฟาร์มบอตขนาด 200,000 บัญชี และเป็นการเกาะกระแสความไม่พอใจที่มีอยู่แล้วของคนในพื้นที่เท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แรงต่อต้านที่แท้จริงเกิดจากผลกระทบเชิงกายภาพและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำปริมาณมหาศาลจนส่งผลให้ค่าสาธารณูปโภคของชุมชนพุ่งสูงขึ้น มลพิษทางเสียง รวมถึงการขาดความโปร่งใสในการทำข้อตกลงระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กับผู้บริหารส่วนท้องถิ่น การหยิบยกประเด็นภัยคุกคามจากต่างชาติมาเป็นแพะรับบาป จึงเป็นเพียงกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจของกลุ่มทุนเพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างแท้จริง
