คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศมาตรการสั่งห้ามนำเข้าและจำหน่ายเราเตอร์ Wi-Fi รวมถึงอุปกรณ์ฮอตสปอตระดับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ หลังพบกลุ่มแฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่ของเราเตอร์ต่างชาติโจมตีเครือข่ายภายในประเทศผ่านแคมเปญระดับโลก เช่น Volt Typhoon, Flax Typhoon และ Salt Typhoon โดยคำสั่งนี้ส่งผลให้เราเตอร์รุ่นใหม่ถูกเพิ่มเข้าสู่บัญชีรายการอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ (Covered List) ทันที
ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ ผู้ผลิตที่ต้องการนำเราเตอร์รุ่นใหม่เข้ามาจำหน่ายจะต้องยื่นขอการอนุมัติตามเงื่อนไข (Conditional Approval) จากกระทรวงกลาโหมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ซึ่งต้องเปิดเผยโครงสร้างองค์กรอย่างโปร่งใส แจกแจงซัพพลายเชนและแหล่งที่มาของชิ้นส่วนทุกชิ้น ตลอดจนส่งแผนการตั้งโรงงานผลิตภายในสหรัฐฯ ที่ระบุกรอบเวลาชัดเจน โดยบริษัทที่ผ่านการอนุมัติจะได้รับสิทธิวางจำหน่ายและส่งซอฟต์แวร์อัปเดตเป็นระยะเวลา 18 เดือน ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์ที่ได้รับอนุมัติแล้ว เช่น Asus, Netgear, Eero ของ Amazon และ Arcadyan
สำหรับผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วไป อุปกรณ์เราเตอร์ที่วางจำหน่ายหรือติดตั้งใช้งานในบ้านเรือนอยู่แล้วก่อนหน้านี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งแบน โดย FCC ได้ขยายเวลาผ่อนผันการส่งเฟิร์มแวร์และซอฟต์แวร์แพตช์ความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์เดิมออกไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2029 เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เราเตอร์รุ่นเก่ากลายเป็นช่องโหว่ความปลอดภัยที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่แบรนด์รายใหญ่อย่าง TP-Link ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดเราเตอร์ระดับผู้บริโภคในสหรัฐฯ ราว 35% ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและจำเป็นต้องปฏิบัติตามเกณฑ์เพื่อขอรับการอนุมัติก่อนวางขายรุ่นใหม่ต่อไป
แบรนดอน บัตเลอร์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายจาก IDC ระบุว่า หากกระบวนการอนุมัติตามเงื่อนไขเกิดความล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณสินค้าในตลาดสหรัฐฯ และสร้างแรงกดดันให้ราคาอุปกรณ์เครือข่ายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สมาคมเทคโนโลยีผู้บริโภค (CTA) ได้ยื่นเรื่องต่อ FCC เพื่อขอความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนชิ้นส่วนย่อยในสายการผลิตที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถาปัตยกรรมความปลอดภัยของตัวอุปกรณ์
